0 Cart
Added to Cart
    You have items in your cart
    You have 1 item in your cart
      Total

      ภาวะถอนคาเฟอีน (Caffeine Withdrawal)

      ารจิบกาแฟสักถ้วยในตอนเช้า หรือ พักดื่มกาแฟในช่วงกลางวัน อาจช่วยชาร์จพลังในวันที่แสนเหน็ดเหนื่อยของคุณ แต่การบริโภคคาเฟอีนมากเกินไปอาจเป็นปัญหา "คาเฟอีน" เป็นสารกระตุ้นที่ทำงานเพื่อเพิ่มความตื่นตัว แต่หากคุณบริโภคคาเฟอีนบ่อยเกินไป คุณอาจจะต้องพึ่งพาสิ่งนี้ไปตลอด หรือที่เรียกกันติดปากว่า ติดคาเฟอีน และเมื่อคุณต้องการเลิกคาเฟอีน คุณอาจพบเจอกับ ภาวะถอนคาเฟอีน ที่จะส่งผลให้เกิดอาการเจ็บปวดตามร่างกายได้

      ภาวะถอนคาเฟอีน (Caffeine Withdrawal)

                คาเฟอีน ถูกยอมรับว่าเป็นยาชนิดหนึ่ง แต่ก็ยังไม่ชัดเจนนักว่าคาเฟอีนเป็นสารเสพติดหรือไม่ อย่างไรก็ตาม วิจัยได้เผยว่าการบริโภคคาเฟอีนเป็นประจำ อาจนำไปสู่อาการ Caffine Withdrawal ได้ หรือที่เรียกว่า ภาวะถอนคาเฟอีน

                   ภาวะถอนคาเฟอีน (Caffeine Withdrawal) คือ ภาวะหนึ่งที่จะเกิดขึ้นต่อเมื่อผู้ที่บริโภคคาเฟอีนในปริมาณมากทุกๆวัน พยายามจะลดคาเฟอีน หรือหักดิบเลิกบริโภคไปเลย ซึ่งจะส่งผลโดยตรงกับสุขภาพกายและสุขภาพจิต เช่น ปวดหัว เครียด หรือกังวล อาการเหล่านี้คืออาการที่พบได้บ่อยที่สุด บางคนถึงขั้นมีอาการปวดหัวอย่างหนักจนทำให้ต้องกลับมาบริโภคคาเฟอีนในปริมาณที่มากเท่าเดิม เนื่องจากพอบริโภคในปริมาณเท่าเดิมแล้วนั้น อาการเจ็บปวดก็จะหายไป คล้ายๆกับอาการเสพติดอย่างหนึ่ง

      คาเฟอีนอยู่ในอะไรบ้าง?

      ● กาแฟ 

      ● ชาดำ ชาเขียว ไจ มัทชะ อู่หลง (เรียงตามคาเฟอีนมากสุดไปน้อยสุด)

      ● น้ำอัดลม

      ● เครื่องดื่มชูกำลัง

      ● ช็อคโกแลต (dark & bittersweet)

      ● นม, ขนมหวาน, ไอศครีม ที่เป็นรสกาแฟ

      อาการที่พบได้บ่อยในภาวะถอนคาเฟอีน
      (Caffeine Withdrawal)

      ● ปวดหัว

      ● เครียดและวิตก

      ● ง่วง อ่อนเพลียง่าย

      ● กังวล ยากต่อการโฟกัสทำสิ่งๆหนึ่ง

      ● บางคนอาจะปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ

      วิธีรับมือกับภาวะถอนคาเฟอีนให้ดีต่อสุขภาพ

      1

      อย่าหักดิบเด็ดขาด

            สิ่งสำคัญแรกสุดที่ควรคำนึงถึงไว้เสมอคือ "อย่าเลิกแบบหักดิบโดยเด็ดขาด" จากคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญส่วนมากแนะนำว่า ควรที่จะค่อยๆลดปริมาณคาเฟอีนมากกว่า ไม่อย่างนั้นจะส่งผลให้มีสภาวะถอนคาเฟอีนได้

      2

      ดื่มน้ำให้มากขึ้น

            ให้มั่นใจว่าคุณดื่มน้ำเป็นสิ่งแรกของวัน และจิบบ่อยๆตลอดทั้งวันเพื่อเติมน้ำให้แก่ร่างกาย เพราะในบางครั้ง อาการปวดหัวก็เป็นเหตุผลหนึ่งจากการขาดน้ำจากภาวะถอนคาเฟอีน และการดื่มน้ำทุกเช้าเวลาตื่นนอนก็สามารถช่วยลดอาการอยากทานเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนได้เช่นกัน

      3

      หากมีอาการปวดหัว ยาแก้ปวดคือตัวช่วยของคุณ

            ถ้าคุณมีอาการปวดหัว สามารถทานยาแก้ปวดรักษาอาการเบื้องต้นได้ แต่ระวังอย่าทานมากจนเกินไป (ไม่ควรเกิน 8 ครั้ง หรือ 4 มิลลิกรัมต่อวัน และไม่ควรบริโภคติดกันเกิน 5 วันขึ้นไป)

      4

      นอนหลับให้เพียงพอ และบริโภคอาหารที่มีประโยชน์

            การพักผ่อนให้เพียงพอและบริโภคอาหารที่มีประโยชน์ จะช่วยเสริมสร้างพลังงานให้ร่างกายของคุณได้ โดยที่ไม่ต้องพึ่งเครื่องดื่มคาเฟอีนเลย เพราะจากหลายวิจัยพบว่าคาเฟอีนมีฤทธิ์ให้คุณตื่นตัวและมีพลังงานในการทำกิจกรรมต่างๆ ดังนั้นการบริโภคอาหารที่ให้ประโยชน์แก่ร่างกายและนอนพักผ่อนเพียงพอสามารถทดแทนการบริโภคคาเฟอีนได้

      5

      พยายามหลีกเลี่ยงกาแฟเอสเพรสโซ่หรืออเมริกาโน่รสเข้ม

            ถ้าคุณยังอยากดื่มกาแฟอยู่ ลองหันมาบริโภคกาแฟที่ใส่นม เช่น ลาเต้ หรือกาแฟแบบสกัดเย็นแทน เพื่อลดความเข้มของปริมาณ
      คาเฟอีน

      6

      ลองเปลี่ยนจากกาแฟเป็นชาดูสิ!

            ลดคาเฟอีนในปริมาณที่น้อยลงโดยการบริโภคชาแทน ซึ่งชามีปริมาณคาเฟอีนที่น้อยกว่ากาแฟ ในปริมาณ 25-70 มิลลิกรัมต่อแก้ว ในขณะที่กาแฟมี 90-170 มิลลิกรัมต่อแก้ว โดยทั่วไปคนเราสามารถรับคาเฟอีนได้ไม่เกิน 300-400 มิลลิกรัมต่อวัน ดังนั้นชาจึงสามารถดื่มได้ทุกวันโดยไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายและอาการเจ็บปวดต่างๆที่เกิดจากภาวะถอนคาเฟอีน เพราะในชามีปริมาณคาเฟอีนน้อยนั่นเอง

      การดื่มชาแทนดื่มกาแฟเพื่อหลีกเลี่ยงภาวะถอนคาเฟอีน:
      ดีกว่ายังไง?

      ชามีปริมาณคาเฟอีนที่น้อยกว่า

      ชาสามารถทำให้ร่างกายโฟกัสสิ่งต่างๆได้มากขึ้น โดยไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย

      หลายวิจัยเผยว่า ชามีประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย เช่น อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดน้ำหนัก ช่วยในเรื่องระบบภูมิคุ้มกันที่ดีขึ้น ปราศจากแคลอรี่ เป็นต้น 

      ชามีหลากหลายชนิด ซึ่งแต่ละชนิดมีรสชาติที่ต่างกัน คุณจะได้พบกับประสบการณ์ใหม่ๆในการชิมชา และค้นหารสชาติที่ตัวเองชื่นชอบ

      ชาที่แนะนำคือชาดำและชาเขียว เนื่องจากมีปริมาณคาเฟอีนอยู่ในระดับที่ส่งผลต่อสมาธิ แต่ไม่ส่งผลอันตรายต่อร่างกาย

      การดื่มชาช่วยประหยัดงบได้มากกว่า เพราะสามารถชงชาได้ง่ายๆที่บ้าน ที่สำคัญการชงชาสามารถชงได้หลายครั้งมากกว่าการชงเมล็ดกาแฟ (แต่ชาต้องเป็นชาเต็มใบเท่านั้นถึงจะชงซ้ำได้)

      การดื่มชาส่งผลต่อผิวพรรณทำให้ดูสุขภาพดียิ่งขึ้น เพราะชามีสาร "L-theanine" (แอล-ธีอะนีน เป็นกรดอมิโนที่ดีต่อร่างกายชนิดหนึ่ง) ช่วยระบบภูมิคุ้มกันและยังช่วยให้ระบบขับถ่ายดียิ่งขึ้น สวยใสจากภายในสู่ภายนอก!

                   คาเฟอีน สามารถเป็นเครื่องดื่มที่มีประโยชน์สําหรับหลายคนที่ต้องการให้ตื่นตัวและมีสมาธิในการทำงาน แต่ก็อาจทําให้เกิดปัญหาได้หากคุณไม่ระวัง ก่อนที่คุณจะตัดสินใจลด หรือ เลิกดื่มคาเฟอีนนั้น สิ่งหนึ่งที่ไม่ควรทำคือ การหักดิบโดยการเลิกดื่มทันที แต่ควร "ลดการบริโภคคาเฟอีนทีละน้อย" ในช่วงหลายสัปดาห์แทน เพื่อสุขภาพที่ดีของคุณ

                   หากคุณกำลังมองหาวิธีลดคาเฟอีนง่ายๆที่จะมา
      แทนที่กาแฟในยามเช้า การจิบชาเขียวอุ่นๆสักถ้วยก็ถือ
      เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี เพราะในชามีปริมาณคาเฟอีนที่น้อยกว่ากาแฟหลายเท่า และชายังมีประโยชน์มากมายต่อร่างกาย
      เมื่อคุณได้เปลี่ยนมาลองดื่มชาดู นอกจากจะช่วยลดคาเฟอีน
      ลงแล้วยังได้ประสบการณ์ผ่อนคลายที่แปลกใหม่อีกด้วย

      มาเริ่มต้นก้าวแรกที่ดีในการมีสุขภาพที่แข็งแรงและมีความสุขมากขึ้นกัน!